แจ้งเกษตรกรหรือสมาชิกผู้ขายยาง ให้นำยางแผ่นดิบเข้ามาขายก่อนเวลา 10.30 น. ทุกวัน ในวันและเวลาราชการ


mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้223
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้483
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้223
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว5075
mod_vvisit_counterเดือนนี้12184
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว18862
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด1027141

Online (10 minutes ago): 22
Your IP: 54.156.67.122
,
Today: ต.ค. 22, 2017
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า 3 ประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก คือ ประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ได้มีการประชุมสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ (ITRC) ในระดับรัฐมนตรี ประจำปี 2560 ที่กรุงเทพฯ โดยที่ประชุมมีข้อตกลงร่วมกันจำนวน 6 ข้อในการร่วมกันพัฒนายางทั้งระบบ เพื่อแก้ปัญหาราคายางผันผวน และรับมืออิทธิพลของตลาดผู้รับซื้อในประเทศต่างๆ ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ ที่ส่งผลกระทบต่อราคายางในขณะนี้ ประกอบด้วย
1.ส่งเสริมด้านอุปสงค์ เพิ่มปริมาณการใช้ยาง ซึ่งทั้ง 3 ประเทศมีข้อตกลงร่วมกันที่จะพยายามส่งเสริมการใช้ยางในประเทศของตนเองให้เพิ่มมากขึ้นปีละ 10% โดยจะนำไปใช้ในการพัฒนาและดำเนินงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการขนส่ง ด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ด้านกีฬาและสุขภาพ ตลอดจนด้านการแปรรูปเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค โดยให้ความสำคัญในการพัฒนางานวิจัยและส่งเสริมนวัตกรรมทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ยังมีข้อตกลงร่วมกันที่จะการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในการใช้ยางธรรมชาติของแต่ละประเทศสำหรับก่อสร้างถนนและการปูพื้นผิวถนนใหม่
2.การจัดตั้งตลาดยางพาราระดับภูมิภาค (ITRC Regional Rubber Market : RRM) จากในปัจจุบันที่ตลาดอยู่ในลักษณะตลาดรูปแบบ spot trading เป็นตลาดซื้อขายจริงและส่งมอบจริง เพื่อให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง สามารถขายผลผลิต ใน รูปแบบต่างๆ ไปยัง ผู้ใช้ยางได้โดยตรง และในอนาคตทั้ง 3 ประเทศมีความเห็นร่วมกันว่า จะหาแนวทางในการพัฒนาให้เป็นตลาดการซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุน และผู้สนใจได้เข้ามาซื้อขายผลผลิตจากสถาบันเกษตรกรโดยตรงมากยิ่งขึ้น
3.การบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ ผ่านโครงการการจัดการอุปทาน (Supply Management Scheme : SMS) เป็นมาตรการระยะที่จะลดปริมาณผลผลิตและพื้นที่ปลูกช่วงปี พ.ศ. 2560-2568 เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความต้องการใช้และปริมาณผลผลิต เป็นมาตรการเข้มข้นที่ประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติจะต้องร่วมมือกัน ส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น จะสร้างความมั่นใจในการจัดหายางธรรมชาติให้กับผู้บริโภคอย่างยั่งยืน
4.มาตรการจำกัดปริมาณการส่งออกยาง (Agreed Export Tonnage Scheme : AETS) เป็นมาตรการที่ 3 ประเทศผู้ผลิตยาง ธรรมชาติจะนำมาใช้ทันที หากการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ราคายางพบว่า ปรับตัวลดลงจนน่าเป็นห่วง ทั้งนี้เพื่อช่วยกระตุ้นราคายางให้ปรับตัวสูงขึ้น
5.การรับประเทศเวียดนามเข้าเป็นสมาชิกสมทบ ITRC ซึ่งเวียดนาม ถือว่าเป็นประเทศผู้ผลิตยางรายใหม่ของโลกที่มีผลผลิตค่อนข้างสูง ฉะนั้น การเข้ามามีส่วนร่วมของเวียดนามจะช่วยเพิ่มบทบาทของ ITRC ในการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยาง
6.การหาแนวทางใหม่เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้ง 3 ประเทศต่างมองร่วมกันว่า ในอนาคตจะปรับกลยุทธ์ในการหารือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อหาแนวทางสร้างรายได้อย่างยั่งยืน และเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน
นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) กล่าวในตอนท้ายว่า ในการประชุมรัฐมนตรีสภาไตรภาคียางพารา ประจำปี 2560 ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จอย่างน่าพอใจ ซึ่งประเทศสมาชิกทั้ง 3 ประเทศ ต่างฝ่ายต่างผลักดันให้เกิดความร่วมมือในการรักษาเสถียรภาพราคายางให้มีความมั่นคง และจะร่วมมือ กันพัฒนาอุตสาหกรรมยางให้มีอย่างยั่งยืน
ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- ศุกร์ที่ 22 กันยายน 2560 00:00:32 น.