แจ้งเกษตรกรหรือสมาชิกผู้ขายยาง ให้นำยางแผ่นดิบเข้ามาขายก่อนเวลา 10.30 น. ทุกวัน ในวันและเวลาราชการ


mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้305
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้372
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้1748
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว3442
mod_vvisit_counterเดือนนี้6007
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว19278
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด1057428

Online (10 minutes ago): 10
Your IP: 54.221.73.186
,
Today: ธ.ค. 14, 2017

บุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ให้วงการยาง

พระยารัษฎานุประดิษฐ์ มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง)

ผู้นำยางมาปลูกครั้งแรกในประเทศไทย

ยางพารา เป็นพืชพื้นเมืองของประเทศบราซิล มีผู้นำยางจากประเทศบราซิลไปเพาะที่สวนคิวประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2419 กล้ายางที่เพาะได้ถูกส่งไปปลูกที่ศรีลังกาในปีเดียวกัน ในปี 2420 ได้นำต้นกล้ายางที่โตแล้วจากศรีลังกาไปปลูกที่สิงคโปร์และมาเลเซีย

ประเทศ ไทยเริ่มปลูกยางครั้งแรกที่ จ.ตรัง ในปี 2442 หลังจากเริ่มปลูกยางในมาเลเซีย 22 ปี โดยพระรัษฎานุประดิษฐ์ มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) ระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง เจ้าเมืองตรัง โดยนำเมล็ดพันธุ์ยางมาจากรัฐเปรัค มลายู มาปลูกที่ อ.กันตัง จ.ตรัง และได้แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ให้ราษฎรปลูกโดยทั่วไป ราษฎรในภาคใต้จึงได้ปลูกยางตั้งแต่นั้นมา และได้ขยายพื้นที่ปลูกยางไปทั่ว 14 ภาคใต้ จนกระทั่งยางพารากลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยในปัจจุบัน

หลวงราชไมตรี   (ปูม ปุณศรี)

ผู้นำยางมาปลูกเป็นครั้งแรกในภาคตะวันออก

พื้นที่ ปลูกยางที่สำคัญของไทยคือภาคใต้และภาคตะวันออก ผู้ที่ได้นำยางมาปลูกเป็นครั้งแรกในภาคตะวันออก คือหลวงราชมนตรี (ปูม ปุณศรี) โดยนำเมล็ดยางจากมลายูไปปลูกที่ จ.จันทบุรี ในปี พ.ศ.2454 ปรากฏว่าในภูมิภาคนี้มีสภาพของดินและภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ของยางพารา จึงได้มีการขยายการปลูกยางพาราในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีการปลูกกันทั่วไป ใน 3 จังหวัด ภาคตะวันออก คือ จันทบุรี ระยอง และตราด และกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคตะวันออก

หลวงสำรวจพฤกษาลัย (สมบูรณ์ ณ ถลาง) และนายรัตน์ เพชรจันทร

หลวงสำรวจพฤกษาลัย นายรัตน์  เพชรจันทร

ผู้ริเริ่มการปลูกแทน

ยางพาราที่ปลูกในสมัยแรกส่วนใหญ่เป็นยางพื้นเมืองที่ให้ผลผลิตต่ำ ทำให้ชาวสวนยาง มีรายได้น้อยโดยเฉพาะในช่วงที่ยางมีราคาตกต่ำ วิธีการแก้ไขคือ การปลูกแทนยางพื้นเมืองเหล่านั้นด้วยยางพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตสูง ผู้ผลิตยางหลายประเทศได้เร่งการปลูกแทนยางเก่าด้วยยางพันธุดีเพื่อเพิ่มผล ผลิตยาง เช่น มาเลเซียได้ออกกฎหมายสงเคราะห์ปลูกยางในปี 2495 และศรีลังกาได้ออกกฎหมายทำนองเดียวกันในปี 2496 ผู้บริหารในวงการยางไทยตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการปลูกยางแทน ของไทยด้วยเช่นกัน โดยในปี 2496 หลวงสำรวจพฤกษาลัย (สมบูรณ์ ณ ถลาง) หัวหน้ากองการยางและนายรัตน์ เพชรจันทร ผู้ช่วยหัวหน้ากองการยางได้เสนอร่าง พรบ. ปลูกแทนต่อรัฐบาล อย่างไรก็ตามต้องใช้เวลาถึง 6 รัฐบาล ในเวลา 6 ปี จึงออก พรบ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ในปี 2503 และได้มีการจัดตั้งสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางในปี 2504 กิจการปลูกแทนก้าวหน้าด้วยดี เป็นที่พอใจของชาวสวนยาง มีการปลูกแทนเพิ่มมากขึ้นผลจากการปลูกแทนทำให้ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่ง ออกยางอันดับ 1 ของโลกในปี 2534

หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ

ผู้ก่อตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมขึ้นที่คอหงส์ 

หลวง สุวรรณวาจกกสิกิจ ได้ก่อตั้งสถานีทดลองกสิกรรมภาคใต้ ขึ้นในปี 2475 ที่บ้านชะมวง ตำบลควนเนียง อำเภอกำแพงเพชร และในปี 2476 ได้ย้ายสถานีดังกล่าวไปตั้งที่ตำบล คอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ พร้อมกับตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมขึ้นที่ตำบลคอหงส์ด้วย โดยหลวงสุวรรณฯ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ใหญ่คนแรก ต่อมาได้รับความร่วมมือจากสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติให้จัดตั้ง ศูนย์วิจัยการยางขึ้นที่ตำบลคอหงส์ในปี 2508 และในปี 2527 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์วิจัยยางสงขลา

รายนามผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยางสงขลา 

- ผู้อำนวยการสุวัจน์ จงรักษ์

- ผู้อำนวยการศรีโบ ไชยประสิทธิ์

- ผู้อำนวยการเกษม อินทรสกุล
- ผู้อำนวยการสนิท สโมสร

- ผู้อำนวยการจารึก บุญศรีรัตน์ 2532-2541

- รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการประวิตร วงศ์สุคนธ์ 2541-2542

- ผู้อำนวยการไชยา พัฒนกุล 2542

ดร.เสริมลาภ วสุวัต 

ผู้วางรากฐานการวิจัยและพัฒนายาง 

การ วิจัยและพัฒนายางเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมยางไทย ได้มีการวิจัยและพัฒนา ยางอย่างจริงจังและมีระบบอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีการจัดตั้งศูนย์วิจัยการยางที่ จ.สงขลา ในปี 2508 โดยเปลี่ยน สถานะจากสถานีทดลองยางคอหงส์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานการวิจัย และพัฒนายางของไทยคือดร.เสริมลาภ วสุวัต ผู้อำนวยการกองกองการยาง ซึ่งเป็นผู้ควบคุมและดูแลศูนย์วิจัยการยางที่ตั้งขึ้นใหม่

ศูนย์ วิจัยการยางได้รับความช่วยเหลือจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ และมีผู้เชี่ยวชาญยางพาราสาขาต่างๆ มาช่วยวางรากฐานการวิจัยและพัฒนาร่วมกับนักวิจัยของไทยในระยะเริ่มแรก มีการวิจัยยางด้านต่างๆ เช่น ด้านพันธุ์ยาง โรคและศัตรูยางด้านดินและปุ๋ย การดูแลรักษาสวนยางการกำจัดวัชพืช การปลูกพืชคลุม การปลูกพืชแซมเพื่อเพิ่มพูนรายได้ให้แก่ชาวสวนยาง ด้านอุตสาหกรรมยางและเศรษฐกิจยางและมีการพัฒนายางโดยเน้นการพัฒนาสวนยางขนาด เล็ก เช่น การกรีดยางหน้าสูง การใช้ยาเร่งน้ำยาง การส่งเสริมการแปลงเพาะและขยายพันธุ์ยางของภาคเอกชน การรวมกลุ่มขายยางและการปรับปรุงคุณภาพยางและการใช้ประโยชน์ไม้ยางพารา มีการออกวารสารยางพาราเพื่อเผยแพร่ความรู้ไปสู่ชาวสวนยางและผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งจัดหลักสูตรการฝึกอบรมและการจัดสัมมนายางเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แพร่ หลายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการร่วมมือกับองค์กรยางระหว่างประเทศในการวิจัยและพัฒนา ยางอย่างกว้างขวาง

ในระยะต่อมาศูนย์วิจัยการยางได้เปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์วิจัยยางสงขลา และมีการก่อตั้งศูนย์วิจัยขึ้นใหม่อีก 3 ศูนย์ ที่สุราษฎร์ธานี ฉะเชิงเทรา หนองคาย และ นราธิวาสเพื่อขยายงานวิจัย และพัฒนายางให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางของประเทศ การวิจัยและพัฒนายางเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญทำให้การปลูกแทนในพื้นที่ ปลูกยางเดิมและการปลูกใหม่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบความสำเร็จมากขึ้น

นายอินต๋อง แซ่หลี

ผู้พัฒนาด้านการค้ายาง 

ยางพาราส่วนใหญ่ของไทยจะส่งไปจำหน่ายต่างประเทศในรูปของยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และน้ำยางข้นซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับการพัฒนาความความต้องการของตลาด ผู้ผลิตและผู้ส่งยางออกของไทยเป็นผู้ผลิตและพัฒนาการตลาดเป็นส่วนใหญ่ บุคคลที่มีบทบาทในการพัฒนาการค้ายางของไทยในยุคแรกคือ

นายอินต๋อง แซ่หลี บริษัทเต็กบี้ห้าง จำกัด

นายอินต๋อง แซ่หลี เดินทางมาประเทศไทยเมื่อปี 2489 ในช่วงดังกล่าวการส่งออกยางของไทยจะอยู่ในรูปวัตถุดิบที่เรียกว่าขี้ยาง เหม็นไปยังประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ผ่านทางท่าเรือกันตัง จ.ตรัง และท่าเรือตุมปัต ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของมาเลเซีย เมื่อเดินทางมาถึงเมืองไทย นายอินต๋อง แซ่หลี ได้แนะนำวิธีทำยางแผ่นรมควันโดยให้สร้างโรมรมยางแห่งแรกในประเทศไทย และจ้างคนงานมาจากมาเลเซียมาแนะนำวิธีพาดยาง และคีบยางให้แก่คนงานไทย

นายอินต๋อง แซ่หลี เป็นผู้บุกเบิกขยายตลาดส่งออกยางพาราของไทยให้กว้างขึ้น ทั้งในทวีปเอเซีย อเมริกา และยุโรป โดยเป็นคนแรกที่ส่งยางพาราไปขายที่สหรัฐอเมริกา จากเดิมที่สมัยนั้นยางของไทยส่งไปขายเพียงในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์เท่า นั้น การส่งยางไปสหรัฐอเมริกาสมัยนั้น นายอินต๋อง แซ่หลี ต้องเช่าเรือฉลอม จาก จ.สงขลา นราธิวาส และปัตตานี ลำเลียงยางไปส่งที่เกาะสมุย และได้เช่าเรือของบริษัทเดินเรือ ISTHMIAN ในปี 2492 เพื่อขนส่งยางไปสหรัฐอเมริกา นับเป็นเรือลำแรกที่ขนส่งยางไทยไปสหรัฐอเมริกา ในระยะต่อมา บริษัทยางไทยปักษ์ใต้ เป็นบริษัทแรกที่ขายยางให้แก่สาธารณรัฐประชาชนจีนและกลุ่มประเทศในยุโรป นอกจากนี้บริษัทเต็กบี้ห้างเป็นบริษัทแรกที่ร่วมมือกับผู้ซื้อยางจากประเทศ ญี่ปุ่นพัฒนายางของไทยทำให้คุณภาพยางของไทยดีขึ้นกว่าเดิม จากยางที่จำหน่ายในราคาที่ต้องลดราคาลงเป็น จำหน่ายในราคาที่เพิ่มสูงขึ้น

นายอินต๋อง แซ่หลี เป็นผู้ริเริ่มและพัฒนาให้บริษัทยางไทยปักษ์ใต้ จำกัด นำวิธีการใหม่มาใช้ในโรงรม เช่นลังเหล็ก เก๊ะเหล็ก และรถฟอร์คลิฟท์ เป็นต้น และบริษัทเต็กบี้ห้าง เป็นบริษัทรายแรกของไทย ซึ่งประสบความสำเร็จในการผลิตยางแท่ง และเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาบุคคลกรในวงการยางพาราของไทย ซึ่งในปัจจุบันเจ้าของบริษัทส่งออกยางหลายๆท่านต่างก็ได้รับความรู้ความ สามารถและประสบการณ์ด้านยางพารามาจากบริษัทนี้เช่นกัน

นายมานะ รักวิทยาศาสตร์ 

ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง 

อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางของไทย เริ่มมาประมาณ 50 ปี ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินงานของภาคเอกชน อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางเริ่มขยายตัวอย่างชัดเจนเมื่อมีการตั้งโรงงานผลิตยาง ล้อครั้งแรกในปี 2505 ต่อมาอุตสหกรรมผลิตภัณฑ์ยางมีการขยายตัวมากขึ้นในปี 2520 ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางได้จัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ภายใต้สังกัดสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นศูนย์รวมในการประสานงานเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางของไทย

ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางของไทย คือนายมานะ รักวิทยาศาสตร์ นับเป็นคนแรกที่บุกเบิกงานด้านนี้ โดยการตั้งโรงงานประณีตอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางหลายชนิด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ทางด้านการแพทย์ นายมานะ รักวิทยาศาสตร์ ได้ศึกษาค้นคว้าและพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางอย่างต่อเนื่อง และผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ และได้ถ่ายทอดความรู้ความชำนาญด้านอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางให้แก่เอกชนและ หน่วยงานหรือองค์กรของรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์การยางเกือบทุกแห่งอย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยเป็นที่ปรึกษากรรมการหรือคณะทำงาน ฯลฯ ให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภาวิจัยแห่งชาติ สถาบันเทคโนโลยี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมและยังรับใช้ประเทศชาติจนถึงปัจจุบัน

นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ 

ผู้ดำเนินการจัดตั้งตลาดกลางยางพาราแห่งแรกในประเทศ 

ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ที่สุดของโลก มีศักยภาพการผลิตปีละ 2.0 ล้านตัน ผลผลิตดังกล่าวมาจากสวนยางขนาดเล็กที่มีเนื้อที่สวนยาง 13-15 ไร่ กว่าล้านสวน ไทยเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่แต่ระบบตลาดยางพาราของไทยยังไม่มีประสิทธิภาพ เกษตรกรชาวสวนยางเป็นผู้ด้อยโอกาสทางการตลาด ไม่มีการแข่งขันที่เสรีและไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องราคา คุณภาพ และน้ำหนัก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ฯพณฯ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ในขณะนั้นได้ตระหนักถึงความสำคัญเร่งด่วนที่ต้องพัฒนาระบบตลาดยางพาราของไทย โดยให้สถาบันวิจัยยางจัดตั้งตลาดกลางยางพาราขึ้นแห่งแรกที่ศูนย์วิจัยยาง สงขลา เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2534 เป็นต้นมา

นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี ศูนย์วิจัยยางสงขลา ในขณะนั้นเป็นผู้ริเริ่มให้มีการจัดตั้งตลาดกลางยางพาราระดับท้องถิ่น เพื่อสนองนโยบายเป็นแห่งแรกที่ศูนย์วิจัยยางสงขลา โดยนายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ ได้มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักตลาดกลางยางพาราเป็นคนแรก เปิดให้บริการห้องค้ายาง ซื้อขายยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และน้ำยางข้น โดยวิธีเสนอราคา เปิดตลาดกลางยางแผ่นดิบ ให้บริการซื้อขายยางแผ่นดิบโดยวิธีการประมูล บริการคลังสินค้าที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมอุปกรณ์และเครื่องมือที่ทันสมัย นอกจากนี้ตลาดกลางยางพารายังเป็นผู้รวบรวม วิเคราะห์ ติดตามประเมินสถานการณ์การผลิต และราคายาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การจัดตั้งตลาดกลางยางพาราทำให้เกษตรชาวสวนยางขายยางได้ราคาสูงกว่าราคาที่ ซื้อขายกันตามตลาดท้องถิ่น และช่วยพัฒนาคุณภาพยางแผ่นดิบ ของประเทศเพราะยางที่นำเข้าตลาด จะต้องผ่าน การคัดคุณภาพจากเจ้าหน้าที่ของตลาด

ที่มา:   ศูนย์วิจัยยางสงขลา และสำนักตลาดกลางยางพารา จังหวัดสงขลา

ข่าวกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ปีที่ 38 ฉบับที่ 141